ว่าด้วยเรื่องรถตู้

ว่าด้วยเรื่องรถตู้

ทีแรกตั้งใจจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ แต่ทนไม่ไหว อึดอัดมาหลายคืน เลยขอสักหน่อยนะครับ

เพื่อนฝูงหลายคนถามผมว่า “คิดยังไง” กับกรณีรถตู้โทลเวย์และฮอนด้าซีวิค …
ผมยังไม่ได้ตอบใครเลยสักคน … บอกตามตรงว่าเป็นเพราะไม่รู้จะตอบยังไงดี

ลองถามตัวเองอยู่นานว่าที่อึดอัดนั้นเป็นกับอะไรมากที่สุด และ ทำไมถึงอึดอัด พบว่าคำตอบคือ อึดอัดกับ “สังคมไทย” มากที่สุด เพราะมันช่างมั่วและเละได้อย่างน่าใจหาย

ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเรา “คุย” หรือ “ถกเถียง” กันดีๆไม่ได้ (เปล่านะ ผมไม่ได้หมายถึงต้องสมานฉันท์ รักกันจุ๊บๆ แต่ผมหมายถึงการถกเถียงกันในประเด็น กับสิ่งที่น่าถกน่าเถียง) ทำไมเราจับ “ประเด็น” ชัดๆไม่ได้ แล้วถกเถียงกันใน “ประเด็น” นั้นๆเป็นเรื่องๆไป โดยไม่ต้องใช้อารมณ์นำทาง

เมื่อก่อนเคยโทษว่ามันเป็นเรื่องการเมือง มันคุยกันยาก มันมีผลประโยชน์ มันลึกล้ำ มันซับซ้อน แต่นี่ไม่ใช่เรื่องการเมือง (ในความหมายของการไม่มีแกนนำ แกนนอน สไนเปอร์ มือตบ ม็อบ นักการเมือง ฯลฯ) ก็ยังคุยกันไม่ได้ ถกเถียงกันไม่ได้อยู่ดี

คือถ้าเราจะอ้างว่าเราเชื่อใน “ประชาธิปไตย” เราต้องไม่เชื่อว่าสังคมจะมีความเห็นเพียงหนึ่งเดียว ดังนั้นการถกเถียง (หรือโต้เถียง) จึงเป็นเรื่องแสนธรรมดาในสังคม ปชต. แต่การถกเถียงทั้งหมดมันต้องอยู่บนฐานของข้อมูล หลักการ และเหตุผล เพราะการถกเถียงมันควรเกิดขึ้น for the sake of society ไม่ใช่เพื่อความสะใจ หรือการสนองชัยชนะของใครคนใดคนหนึ่ง

พอเราถกเถียงกันไม่ได้ เรื่องราวทั้งหมดมันก็ลงเอยเป็นเพียงการตะโกนด่ากัน เราไม่ได้เรียนรู้หลักการ เหตุผล บลาๆๆ ของใครทั้งสิ้น สุดท้ายลูกเราก็จะอยู่เหมือนที่เราอยู่ มีความรู้เท่าที่เรามี มีประสบการณ์เท่าที่เราสนใจ มีโลกทัศน์เหมือนที่เราเคยมีตลอดสิบกว่าปีก่อน เพราะสังคมไม่ได้เรียนรู้ หรือ จดจำ หลักการหรือบทเรียนใดๆ

ด่ากันให้จบ เกลียดกันให้สิ้น แล้วก็ต่างคนต่างอยู่

 

………………………..

 

ผมคิดว่า แก่นของปัญหาที่ทำให้เราถกเถียงกันได้เละเทะเช่นนี้อยู่ที่การ “แบ่งข้าง”

ผมไม่เข้าใจ (จริงๆ) ว่าทำไมเราต้องแบ่งข้าง แล้วทำราวกับว่าทุกอย่างข้างเราถูก และ ทุกอย่างข้างมึงผิด

ยิ่งกว่านั้นคือ ผมสงสัยว่าโลกของคนไทย มันจะมีแค่สองข้างเสมองั้นหรือ ? มันจะมีมุมที่สาม สี่ ห้า หก ได้ไหม …

จะมีความคิดอ่านในสังคมนี้ … มันต้องมี “ข้าง” จริงๆเหรอ (วะ) ?

มันพูดกันเป็นเรื่องๆไปได้ไหม ?

เช่น

การขับรถชนท้ายคันหน้านั้นผิดแน่ การขับรถโดยประมาทก็ผิดแน่ กฏหมายก็มีเขียนไว้ชัดว่ามีความผิดอย่างไรยังไง แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าขับรถ “โดยประมาท” ไม่ใช่การจงใจฆ่าคน ไม่ใช่การเอาสไนเปอร์มาส่องหัวชาวบ้าน

คนขับอายุ 16 ไม่มีใบขับขี่นั้นผิด ไม่ว่าจะนามสกุลอะไรก็ผิด และต่อให้เธอขับรถไม่ชนใครเลยก็ผิด

ไม่ว่าคนอยู่ในรถตู้จะจบ post-doc หรือ ป.4 เป็นกุลีหรืออาจารย์ เป็นคนไทยหรือเขมร เขาก็ไม่สมควรโชคร้ายตายกลางถนนทั้งนั้น ชีวิตของทุกคนเท่ากัน

มันไม่จำเป็นจะต้องไปดราม่าชีวิตของผู้สูญเสีย เพราะแย่กว่านั้นคือดราม่าทั้งหลายทำโดยการเอา “ชีวิต” ของพวกเขามาประจาน (ภาพการตาย ปูมหลัง ประวัติ ฯลฯ) มาเน้นขายในสังคม มันไม่เหมาะ เขาจากไปแล้ว ครอบครัวเขาทุกข์พอแล้ว

เอาศพผู้สูญเสียที่มาร่วมชุมนุมทางการเมืองมาใช้เคลื่อนไหวทางการเมือง – ยังพอถกเถียงถึงความเหมาะสมกันได้ – แต่การเอาศพเหยื่ออุบัติเหตุมาใช้กับสนับสนุน agenda ของตนเองไม่ว่าจะเรื่องอะไร สีไหน ขายข่าวอะไร จุดประเด็นเรื่องไหน มันก็ไม่เหมาะสมทั้งนั้น คนตายเขาไม่ได้เลือกนะครับ คุณเป็นใคร มีสิทธิอะไรที่จะเอาศพเขามาอ้าง ลองนึกถึงใจเขา ใจเรา บ้างไหม ?

การบังคับใช้กฏหมายอย่าง “ตรงไปตรงมา” นั้นจำเป็น และถูกต้องที่ทุกคนจะเรียกร้อง และเราต้องเรียกร้อง (หรือด่า) ตรงไปที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง การด่ากันเอง หรือประจานกันไปมา ไม่ได้ช่วยให้การบังคับใช้กฏหมายดีขึ้นได้ …

การพยายาม “วิ่งเต้น” ของฝ่ายใดก็ตาม – แม้เราจะรู้กันดีว่ามันเกิดขึ้นทุกวันในสังคมนี้ – แต่แน่นอน มันผิด ผิด และ ผิด มันสมควรโดนด่า สมควรโดนประนาม สมควรโดนตรวจสอบ และไม่สมควรสนับสนุน

แต่เราก็ต้องแยกให้ออกด้วยว่าเรากำลัง “ด่า” หรือ “ประณาม” หรือ “ตรวจสอบ” หรือ “ละเมิด”

การออกมาบอกให้คนอื่น “ตั้งสติ” อย่าไปละเมิดคนอื่น (ไม่ว่าเขาจะเป็นไพร่ เป็นเจ้า เป็นด็อกเตอร์ หรือเป็นเด็กสารเลว) ไม่ได้แปลว่าเรา “ให้ท้าย” หรือเชื่อว่าสิ่งที่เขาทำนั้นถูกต้อง

ในทางกลับกัน การออกมาด่า ประนาม ตรวจสอบ คนคดโกง ใช้อำนาจบาตรใหญ่ เส้นสาย ฯลฯ ก็ไม่ได้แปลว่าเราจ้องจะเอามีดไปเสียบ เอาปืนไปยิง เขาให้ตายเสียคามือ

ถ้าคุณคิดว่าเขาละเมิด ก็บอกไปว่าสิ่งที่เขาทำน่ะละเมิด อย่าไปบอกว่าเขาไม่ควรด่าสิ่งที่สมควรโดนด่า กลับกัน ถ้าคุณคิดว่าสิ่งที่ทำไม่ได้ละเมิด ก็บอกไปว่าไม่ได้ละเมิด ไม่ได้จะไปฆ่าใคร แต่อย่าไปเหมารวมว่าคนอื่น “สนับสนุน” การทำผิด

เส้นแบ่งระหว่าง ด่า กับ ละเมิด นั้นเป็นที่ถกเถียงได้ (และควรถกเถียง) แต่ไม่ได้แปลว่าเราต้องมาถกเถียงกันว่าเรื่องที่ผิด มันผิด จริงหรือไม่ – ในเมื่อก็รู้กันดีอยู่แล้วว่ามันผิด

ผมเชื่อว่ามันไม่ยากหรอกที่จะแยกแยะระหว่างการ ด่า กับ ละเมิด ถ้าเรามีสติเพียงพอ

การพูดว่า “ระบบรถตู้” คือปัญหาหนึ่งด้านความปลอดภัยของคนเมือง ไม่ได้เป็นสิ่งเกินจริง และไม่ได้แปลว่าคนขับรถตู้ที่เสียชีวิตเป้นคนเลว

ในทางกลับกัน การเหมาว่าระบบรถตู้ที่ย่ำแย่ ทำให้เชื่อได้ว่าคนขับรถตู้ที่เสียชีวิตต้องเป็นฝ่ายผิดแน่ๆ ก็เป็นเรื่องไร้สาระ

ฯลฯ และ ฯลฯ

จะเห็นว่า เอาเข้าจริงแล้วประเด็นยิบย่อยเหล่านี้ มันพูดให้ชัดได้ง่ายๆ

เลือก A ไม่ได้แปลว่าต้องเลือก B และเกลียด C,D
เราอาจเลือก A,C,D และปฏิเสธ B ก็ได้
มันไม่จำเป็นต้องไปเหมาเข่ง แบ่งเป็นสองข้าง

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคืออาการ “หน้ามืด” พร้อมใจกัน “แบ่งข้าง” ทำให้เราจ้องแต่จะด่าๆๆๆ อีกฝ่าย
โดยไม่สามารถพูดสิ่งถูกว่า “ถูก” สิ่งผิดว่า “ผิด” ได้เต็มปาก
… ทั้งที่มันไม่ได้ยาก ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลยจริงๆ

และนั่นคือเหตุผลที่ผมไม่เคยตอบเพื่อนคนไหนสั้นๆได้เลยว่าคิดยังไง มันต้องถามก่อนว่ามึงให้กูตอบคำถามไหน เพราะมันไม่สามารถ normalize ให้ตอบเพียงสั้นๆได้ว่าอยู่ข้าง รถตู้ หรือ ฮอนด้าซีวิค

 

………………

 

ประเด็นสุดท้าย

ซึ่งผมว่าเป็นประเด็นที่ลึกซึ้งที่สุดแล้วในเรื่องนี้ ที่สังคมไทยพึงขบคิด เพื่อสร้าง “กรอบ” การอยู่ร่วมกันในสังคมให้เกิดขึ้น (แต่เราไม่ได้ขบคิดกันจริงๆหรอก เดี๋ยวเราก็ลืม แล้วลูกหลานเราก็มาด่ากันเองใหม่ด้วยประเด็นเดิมๆ)

คำถาม : โทษของผู้กระทำความผิด ควรสัมพันธ์กับความสำนึกผิดของคนนั้นหรือไม่ ???

ถ้าคุณคิดว่ามันควร – คุณจะยอมรับได้ไหมหากใครสักคนทำผิด แล้วฉลาดพอที่จะก้มหน้าร้องไห้ เพื่อให้ได้ลดโทษลงกึ่งหนึ่ง

ในทางกลับกัน

ถ้าคุณคิดว่ามันไม่ควร – คุณจะอดทนได้ไหม หากพบว่าคนทำผิด ก็ยังยิ้มร่า ลอยหน้า ลอยตา เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

มันเป็นคำถามที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง มันไม่สามารถเลือกทั้งคู่ตามแต่อารมณ์จะพาไป

มันเหมือนทุกอย่างในชีวิต – ได้อย่าง ก็ต้องเสียอย่าง
เลือกหลักการหนึ่ง ก็ต้องยอมรับข้อด้อยของมันด้วย

สังคมไทยต้องถกเถียง แสวงหาบทเรียน และหาจุดร่วมกันในคำถามนี้

ซึ่งไม่เพียงถกเถียงกันในกรอบของ “กฏหมาย” เท่านั้น แต่ควถกเถียงกันใน “กรอบ” ที่กว้างกว่านั้น คือว่ากันด้วยหลักการ หรือ คุณค่า ที่สังคมเราอยากจะยึดถือกันเลยดีกว่า

เราต้องไม่ลืมว่ากฏหมายเป็นเพียง tool หนึ่งในสังคมที่ควรเขียน ปรับ แก้ ให้มันสอดคล้องกับสิ่งหลักการที่สังคมยึดถือร่วมกัน และสิ่งที่เขียน “อยู่แล้ว” ในกฏหมายก็ไม่ใช่สัจธรรม มันปรับเปลี่ยนแก้ได้เสมอ

ผมมีคำตอบของผมเองอยู่ในใจ มันไม่ใช่คำตอบที่ถูก มันไม่ใช่สัจธรรม มันเป็นเพียงรสนิยมในการเลือกของตัวผม และผมจะไม่พูดถึงมัน เพราะผมไม่ใช่พระเจ้า ผมไม่บังอาจไปกำหนดกรอบนี้ในสังคมไทย

บางสังคมอาจมีกรอบแคบ
บางสังคมอาจมีกรอบกว้าง
มันเป็นเรื่องที่แต่ละสังคมจะต้องแสวงหาคำตอบกันเอาเอง

ซึ่งจะทำเช่นนั้นได้ ต้องอาศัยการ “ถกเถียง” อย่าง “มีเหตุมีผล” เท่านั้น

 

หมายเหตุ: ทั้งหมดที่ผมบ่นมานี้เป็นไปในแง่ “กรอบ” ของการถกเถียง ส่วนประเด็นที่ผมคิดว่าสมควรพูดถึง (นอกเหนือไปจากใครเป็นลูกใคร ใครเป็นลูกที่ดีไหม ใครจะร้องไห้สำนึกผิดหรือเปล่า หรือใครจะทำประโยชน์ให้ประเทศนี้ได้เท่าไหร่) มีเพื่อนในเฟซบุ๊กท่านหนึ่งได้กรุณารวบรวมความคิดไว้แล้วโน้ตชิ้นนี้ http://www.facebook.com/note.php?note_id=10150118803227845&id=590410839 ซึ่งผมเห็นด้วยกับแกทั้งหมดว่าเรื่องที่เราควรอภิปรายถึง (นอกเหนือจากดราม่าทั้งหมดนี้) คือ 1. โครงสร้างพื้นฐานการขนส่งมวลชน 2. บทบาทความสามารถของสื่อไทย 3. สภาพสองมาตรฐานและการสิ้นศรัทธากับกระบวนการยุติธรรม 4. มายาคติการให้ค่าชีวิตคนที่ไม่เท่ากัน