เราได้ยินชุดความคิดแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนแผ่นเสียงตกร่องจากคนหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชน นักการเมือง นักวิชาการ นักธุรกิจ หรือกระทั่งพระสงฆ์ แทบทุกครั้งที่พูดถึงประชาธิปไตย มักจะต้องเจือปนความคิดทำนองนี้อยู่เสมอ
ประชาธิปไตยที่แท้จริงยังเกิดขึ้นได้ยาก เพราะเรายังมีช่องว่างทางเศรษฐกิจมากเกินไป
หรือ แปลไทย ให้เป็นไทย คือ
บ้านเรายังไม่มีประชาธิปไตย ก็เพราะยังมี “คนจน” จำนวนมาก พวกคนจนไม่มีอะไรกินก็ต้องขายสิทธิขายเสียง ดังนั้นอยากได้ประชาธิปไตยจริงๆ ก็ควรทำให้คน “มีกิน” กันเสียก่อน
แทบทุกครั้งที่ได้ยิน “วาทกรรม” ทำนองนี้ ผมจะรู้สึก “ขัดใจ”เสมอ เพราะด้วยความคิดบ้องตื้นส่วนตัว ผมไม่เห็นด้วยกับวาทกรรมนี้เอาเลย
ถ้าใช้ตรรกะแบบนี้ หมายความเราต้อง “รอ” ให้คนมีกินกันเสียก่อนถึงจะมี ปชต. ได้ หรือพูดอีกอย่างคือ ปชต. เป็นของฟุ่มเฟือยในสังคม ถ้ามีก็ดี แต่ไม่มีก็ไม่แปลก ในเมื่อ(พวกมึง)ยังกินปลาแดกกันอยู่
เช่นกัน
ถ้าเราเชื่อเช่นนี้ ช่องว่างทางเศรษฐกิจของประเทศที่เป็นประชาธิปไตยก็ควรจะไม่กว้างมาก (เพราะช่องว่างด้าน ศก. มัน “ต้อง” แคบลงก่อน ถึงได้มี ปชต. กันในวันนี้) เผลอๆไม่ควรมีคนจนเลยด้วยซ้ำ
แต่ในความเป็นจริงคือ – สหรัฐ อังกฤษ สเปน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย – ประเทศเหล่านี้ล้วนมีช่องว่างทางเศรษฐกิจกันทั้งนั้น ไม่มีใครอยู่ในยูโทเปีย พวกที่จนก็จนดักดานเหมือนบ้านเรา และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีประเทศไหนในโลกนี้ที่ประชาธิปไตยเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อทุกคนมีอันจะกินกันหมด
ในทางกลับกัน
ประวัติศาสตร์สอนเราว่าแรงผลักดันทางการเมืองทุกสังคมในโลก เกิดขึ้นเพราะ “ความรวยกระจุกตัว” มากเกินไปต่างหาก ลองนึกถึงวาทะ Let Them Eat Cake ในการปฏิวัติฝรั่งเศสก็จะเห็นภาพได้ชัดเจน (ประชาชนอดอยาก ไม่มีขนมปังกิน เจ้าหญิงองค์หนึ่งเลยเสนอทางแก้ปัญหาว่าให้พวกเขาไปกินเค้กแทนสิ – และนั่นคือหนึ่งในชนวนเริ่มต้นของการปฏิวัติฝรั่งเศส)
ในความจริงแล้ว ยิ่งรวยกระจุกตัวมากเท่าไหร่ ยิ่งจะเกิดแรงผลักให้เป็นประชาธิปไตยมากเท่านั้น เพราะคนมันอยากปกครองกันเองมากขึ้น – ใครไม่เชื่อลองไปถามจีนดูว่าทำไมต้องทำให้ ศก. โตต่อเนื่องห้ามแผ่ว
แล้ววาทกรรมที่ว่า “เพราะคนยังไม่มีกิน เลยยังไม่มีปชต.” แปลว่าอะไร ?
มันแปลได้ไหมว่า คนชั้นนำไทยกำลังบอกให้ทุกคน “รอหน่อย” อย่างเพิ่งด่วนผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ขอให้ทุกท่านใจเย็นๆ ที่เรายัง ปชต. เพราะเรายังจนกันอยู่มาก รออีกสักนิด ให้ฉันตั้งกรรมการชุดนั้น อนุกรรมการชุดโน้น ที่ปรึกษากลุ่มนี้อีกสักหน่อย ให้พวกเขาทำงานต่อไปอีกสัก 10-20 ปี ถึงวันนั้นพวกคนจนๆจะรวยขึ้น แล้วค่อยมาคุยกันว่าจะมี ปชต. กันยังไงดี
ผมเชื่ออย่างบ้องตื้นของผมว่า ผู้ที่คิด “วาทกรรม” นี้ขึ้นต้องรู้ข้อเท็จจริงดีแน่ๆ จึงพยายามสร้าง “ม่านบังความคิด” นี้ขึ้น
และที่น่าเศร้าที่สุดก็คือคำอธิบายนี้ “จุดติด” ในกระแสสังคมไทยมาหลายสิบปี
นอกจากจะไม่เห็นด้วยกับ วาทกรรม นี้ ผมยังคิดว่ามันควรกล่าวในทางกลับกันเสียด้วยซ้ำ
การทำให้สังคมเป็นประชาธิปไตย “เต็มใบ” ต่างหาก คือการเปิดทางให้ผู้คน “มีกิน” ได้มากขึ้น
ในโลกยุคนี้ หัวใจการอยู่รอดคือการเพิ่ม “ความสามารถในการแข่งขัน” พูดให้ง่ายคือการมุ่ง “ผลิต” สิ่งเจ๋งๆออกมาแข่งกับชาวบ้านเขา
การจะทำเช่นนั้นได้เราจำเป็นต้องมีนโยบายพัฒนาที่เหมาะสมกับยุคสมัย และสังคมที่เปิดกว้างเพื่อแสวงหาสิ่ง “ใหม่”
ประชาธิปไตย คือกลไกเดียวในการเปิดให้ทุกคนกำหนด “นโยบาย” ประเทศได้ ใครเสนอนโยบายดี ก็เชิญมาเป็นรัฐบาล แล้วทำให้เห็นผลลัพธ์กัน ส่วนใครไม่เห็นด้วย ก็เชิญลงพื้นที่ไปศึกษาข้อเสีย แล้วเสนอนโยบายโต้แย้ง ว่าถ้าปลูกกระเทียมไปแข่งนั้นไม่ดี ขายยาก แล้วเราควรปลูกอะไรไปแข่งแทน
ไม่ใช่ยกประเทศให้คนแก่กะโหลกกะลาไม่กี่คนมานั่งสุมหัวกำหนดนโยบายประเทศ ในขณะที่โลกเขาเล่นเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และดูทีวีสามมิติ
(( ล่าสุดเห็นว่าการพัฒนาประเทศนี้ สามารถทำได้ด้วยการ “สวดมนต์ ข้ามปี” … เอ้อ … เป็นนโยบายที่ดีมากครับ ทำได้ง่ายดี เหมาะกับประเพณีไทย แถมยังได้บุญกันถ้วนหน้า …. ว่าแต่ผมของานจัดหาถังสังฆทานสัก 200 ชุด ได้ไหมฮะท่าน ))
ถ้าเราไม่สามารถมีกลุ่มคนที่ “หลากหลาย” มากำหนดนโยบายประเทศ แล้วเราจะทำให้ประเทศมีช่องทาง “ทำมาหากิน” ใหม่ๆกับคนใน “วงกว้าง” ได้อย่างไร ?
ถึงวันนี้ เราก็ยังแก้ปัญหาราคาข้าวด้วยการรับจำนำและกดราคาขาย เช่นเดียวกับที่เคยทำมาแล้วหลายสิบปี ?
ถ้าใครสักคนเสนอให้รัฐลงทุนสร้างยุ้งข้าวในทุกตำบล เพื่อให้ชาวนาใช้เก็บสต๊อกข้าวด้วยตนเอง เพื่อลดอำนาจต่อรองของเถ้าแก่โรงสี – ถามว่าแนวคิดแบบนี้จะเป็นไปได้ไหม ถ้าโครงสร้างอำนาจและผลประโยชน์ของเรายังไม่เป็นประชาธิปไตย “เต็มใบ” เสียก่อน ?
การเป็นประชาธิปไตย จึงเป็นแนวทางแห่งการอยู่รอดในระยะยาว เพราะมันทำให้การกำหนดนโยบายประเทศทำได้หลากหลาย ยืดหยุ่น และทำให้เรา “ทันโลก ทันสมัย” มากกว่าที่เป็นอยู่
นอกจากนั้น
พื้นฐานอันดับแรกของสังคมประชาธิปไตยคือการยอมรับว่า “คนทุกคน เป็นคนเหมือนกัน” ซึ่งหมายความว่าคนทุกคน “มีสิทธิทางการเมืองเท่ากัน”
สิทธิทางการเมืองที่เท่ากัน มันไม่ได้หมายถึง one man, one vote เพียงอย่างเดียว มันยังหมายถึงความเท่ากันทางกฏหมาย และการที่ทุกคนต้องมี accountability ต่อใครสักคน ซึ่งท้ายสุดแล้วสังคมจะต้องอยู่กันแบบวงกลม (หมายถึงทุกคนมีเจ้านายกันหมด) ไม่ใช่ปิรามิดสามเหลี่ยม
สิทธิทางการเมืองที่เท่ากันนี่แหละ ที่เป็นเครื่องยืนยันว่าทุกคนสามารถทำมาหากินได้อย่าง “เท่ากัน” ในสังคม โดยไม่ต้องคอยดูนามสกุล ยศ ชื่อย่อ ฯลฯ
ใครเก่งกว่า ก็ make money ได้มากกว่า คิดกันง่ายๆ ตรงไปตรงมา
ผมควรยำ้อีกครั้งว่า – สิทธิทางการเมืองเท่ากัน ไม่ใช่การทำให้ทุกคนรวยเท่ากัน แต่คือการทำให้ทุกคน “มีโอกาสรวย” ได้เหมือนกัน ถ้าคุณเจ๋งพอ
อุปมาเหมือนการซื้อล็อตเตอรี่ เราทุกคนซื้อล็อตเตอรี่เพราะเราเชื่อว่าถ้าเราถูกรางวัลขึ้นมา เราก็มี “สิทธิ” เอาล็อตเตอรี่ของเราไปขึ้นเงินได้แน่ๆ (รับรองโดยรัฐบาล) โดยไม่ต้องกังวลว่าเรานามสกุลอะไร เป็นเพื่อนกับใคร ขึ้นเงินมาแล้วจะโดนชักเปอร์เซ็นต์หรือไม่ ฯลฯ
ล็อตเตอรี่ จึงเป็น “กระดาษ” หนึ่งแผ่นที่รองรับ “สิทธิ” ในความโชคดีของเรา
ใครก็ซื้อล็อตเตอรี่ ใครโชคดีก็เอาล็อตเตอรี่มาขึ้นเงินได้ ไม่ต้องดูว่าเป็นเพื่อนใคร ลูกใคร สายไหน
การพัฒนาระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ก็เช่นกัน ยิ่งเราทำให้คน “เท่าเทียม” กันได้มากแค่ไหน กิจกรรมทางเศรษฐกิจมันจะยิ่งหมุนไปกว้างไกลมากเท่านั้น เพราะมันง่ายต่อการทำสัญญากันบนกระดาษ
ระบบการเมืองที่เท่าเทียม คือการบอกกับนักลงทุน ผู้ประกอบการ คู่ค้า หรือใครต่อใครว่าการทำธุรกิจในประเทศนี้ คุณใช้เพียง “กระดาษ” ทำสัญญา ไม่ต้องใช่เส้นสาย ไม่ต้องมีปืน หรือเป็นเพื่อนกับคนมีปืน ดังนั้นต้นทุนก็จะถูก และผลตอบแทนก็จะขึ้นกับ “ฝีมือ” ของคุณล้วนๆ
ซึ่งการเปิดให้สังคมมีระบบ “เปิดกว้าง” และ “เท่าเทียม”เช่นนี้ คือหนทางที่จะทำให้คน “มีกิน” กันด้วยวิถีทางใหม่ๆ ทุกคนมีโอกาส “หากิน” อย่างเท่าเทียม วัดกันด้วยฝีมือเพียงอย่างเดียว
ใครทำนาเก่ง ก็มีพื้นดินให้ทำนา
ใครคิดค้นส้วมลอยน้ำได้ ก็ตั้งโรงงานผลิตขายได้ทั่วโลก
ใครนวดเท้าเก่ง ก็ได้เป็นหมอนวด ได้เปิดร้านนวดของตัวเอง (โดยไม่ต้องโดนใครมารีดไถ)
ใครทำสื่อเก่ง ก็มีช่องทางได้ทำงานดีๆออกสู่สาธารณะ ไม่ต้องคอยเอาหลังพิง “ผู้ใหญ่”
ใครเขียนโปรแกรมเก่ง ก็เขียนโปรแกรมขาย เอาเวลาไปเขียนให้เจ๋ง ไม่ต้องคอยวิ่งเต้นคนโน้นคนนี้
ใครขับแท็กซี่เก่ง ต่อไปอาจมีบริษัทลิมูซีนของตัวเอง ไม่ต้องคอยตีสนิทเถ้าแก่เพื่อหวังคอนเนกชั่น
ฯลฯ
การทำให้สังคมเป็นประชาธิปไตย “เต็มใบ” จึงเป็นการสร้างระบบรองรับว่า “คนเก่ง” จะได้ดีแน่ๆ โดยไม่ต้องมีใครมาอุปถัมภ์
มันคือสิ่งพื้นฐานอันดับแรกในการสร้าง “สนามแข่งขัน” ที่เป็นธรรม เพราะไม่มีใครใหญ่กว่าใคร ไม่มีใครใหญ่นอก “ระบบ”
และคือหนทาง “กระจาย” ความมีกินของคนไทย ให้ออกไปได้ไกลกว่าสยามพารากอน สีลม หรือสาทร